เคี้ยวแล้วปวดกรามข้างขวา เกิดจากอะไร? อันตรายไหม? และควรรักษาอย่างไร
เคี้ยวแล้วปวดกรามข้างขวา เกิดจากอะไร? อันตรายไหม? และควรรักษาอย่างไร
กรณีของคุณวรรณ อายุ 20 ปี ที่มีอาการ “เคี้ยวอาหารแล้วปวดกรามข้างขวา” มา 3 วัน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยหนุ่มสาว และส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคอันตราย แต่จำเป็นต้องดูแลให้ถูกจุดตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้กลายเป็นอาการเรื้อรังครับ
บทความนี้หมออธิบายให้เข้าใจง่ายว่าอาการนี้เกิดจากอะไร สังเกตอย่างไรว่าเริ่มน่าเป็นห่วง และควรดูแลอย่างไรให้หายเร็วที่สุด
สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดกรามเวลาเคี้ยว
อาการนี้มักสัมพันธ์กับ “กราม–ข้อต่อขากรรไกร–กล้ามเนื้อบดเคี้ยว” มากกว่าจะเป็นโรคร้ายแรง กลุ่มโรคที่พบบ่อย ได้แก่:
1) กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอักเสบ (Masticatory muscle strain)
เกิดจากการเคี้ยวของแข็ง พูดเยอะ เคี้ยวหมากฝรั่ง หาวอ้าปากกว้าง หรือกัดฟันตอนนอน ทำให้กล้ามเนื้อข้างกรามตึงและเจ็บเวลาใช้แรงเคี้ยว
2) ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ (Temporomandibular Joint dysfunction – TMJ)
ลักษณะเด่นคือปวดหน้า หู หรือกรามเวลาเคี้ยว อ้าปากกว้างแล้วมีเสียง “คลิ๊ก” หรือ “กรอบแกรบ” และอาจอ้าปากได้ไม่สุด
3) ฟันกรามอักเสบ/ฟันคุดดัน (Dental origin)
อาจมีฟันผุ เหงือกบวม หรือฟันคุดที่กำลังขึ้นกดเส้นประสาท ทำให้รู้สึกปวดลึกเวลาเคี้ยวฝั่งนั้น
4) กัดฟันตอนนอน (Bruxism)
มักพบในช่วงเครียด พักผ่อนไม่พอ ตื่นมาแล้วเมื่อยกราม ปวดหน้า หรือปวดขมับ
อาการแบบไหนที่พบได้ใน 3 วันแรก
กรณีคุณสุริยา มีแนวโน้มเข้ากับ กล้ามเนื้อกรามตึง–อักเสบ หรือเริ่มมีปัญหาข้อต่อกราม (TMJ) ซึ่งพบได้มากในวัยเรียน–วัยทำงาน และเป็นได้จากกิจกรรมประจำวัน เช่น เคี้ยวของแข็ง หรืออ้าปากกว้าง
อาการที่มักพบร่วมกัน:
ปวดเฉพาะเวลาเคี้ยวหรือกัดของแข็ง
เมื่อกดบริเวณหน้าหู–ขากรรไกรจะเจ็บ
อ้าปากกว้างแล้วเจ็บหรือฝืด
เวลาขยับกรามมีเสียง “คลิ๊ก” เบา ๆ
ถ้าไม่มีไข้ ไม่มีบวมแดง ไม่มีปวดฟันรุนแรง ถือว่าไม่อันตราย แต่ควรรีบแก้เพื่อลดการอักเสบครับ
อาการแบบไหนที่ต้องระวังมากขึ้น
ให้สังเกตอาการต่อไปนี้:
อ้าปากไม่ได้เกิน 2–3 นิ้วมือ
มีเสียงคลิ๊กดังมากร่วมกับปวดแหลม
ปวดฟันหนัก กดแล้วเจ็บมาก หรือเหงือกบวมแดง
มีไข้ เจ็บคอมาก หรือปวดลามเข้าหู
หน้าบวมไม่เท่ากัน
หากพบอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์/ทันตแพทย์ทันที
วิธีดูแลตัวเองให้ดีขึ้นใน 3–7 วัน
1) ประคบอุ่น 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง
ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงบริเวณกราม–แก้ม–ขมับ
2) หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องเคี้ยวแรง
เช่น เนื้อเหนียว ถั่วแข็ง ข้าวเหนียว ไก่ย่างหนังกรอบ ลูกอมแข็ง
3) งดอ้าปากกว้างและงดหาวเต็มปาก
ลดการกด–ดึงต่อข้อต่อกราม
4) หลีกเลี่ยงการกัดฟัน–ขบฟันแน่น
ถ้ารู้สึกตัวบ่อยว่าเกร็งกราม ให้เตือนตัวเองด้วยคำว่า “ปล่อยฟัน–วางลิ้น–ปิดปากหลวม ๆ”
5) นวดคลายกล้ามเนื้อกราม
กด–วนเบา ๆ บริเวณหน้าหู หางคิ้ว และกรามด้านเจ็บ วันละ 3–5 นาที
6) ยาลดอักเสบแบบปลอดภัย
เช่น พาราเซตามอล หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs (ถ้าไม่มีโรคกระเพาะ/ไต และแพทย์ไม่เคยห้ามใช้)
เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์
ปวดนานเกิน 1–2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
อ้าปากไม่ได้หรือปากเบี้ยว
มีเสียงคลิ๊กดังมากหรือขากรรไกรค้าง
สงสัยมีฟันผุ ฟันคุด หรือเหงือกอักเสบ
แพทย์/ทันตแพทย์อาจพิจารณา:
ตรวจฟัน–เหงือก–ข้อต่อกราม
X-ray ฟันหรือข้อต่อกราม
ทำกายภาพ TMJ หรือให้ใส่ เฝือกสบฟัน (night guard)
สรุป
อาการเคี้ยวแล้วปวดกรามข้างขวาในวัย 21 ปีอย่างคุณสุริยา ส่วนใหญ่เป็นภาวะกล้ามเนื้อกรามตึงหรือข้อต่อกรามเริ่มอักเสบ ซึ่งมักดีขึ้นได้ด้วยการพัก ประคบอุ่น และปรับพฤติกรรมการใช้งาน แต่ถ้ามีอาการนานเกิน 1–2 สัปดาห์ หรือมีสัญญาณเตือน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินให้ชัดเจนครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดกราม #TMJ #ปวดขากรรไกร #หมอเก่ง #เจ็บเวลาเคี้ยว #สุขภาพช่องปาก

Comments
Post a Comment